นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน คัวร์ซ แถลงเมื่อวันเสาร์ ลาออกจากตำแหน่งผู้นำออสเตรีย “เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผสม ยุติความวุ่นวาย และเพื่อผ่าทางตันทางการเมือง” ขณะเดียวกัน คัวร์ซยืนยันว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อตัวเขา “ไม่เป็นควาามจริงอย่างสิ้นเชิง” และยืนยันจะพิสูจน์ตัวเองกับทุกฝ่าย พร้อมทั้งเตือนว่า สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ยังเปราะบางมาก การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย และแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

ทั้งนี้ ผู้นำหนุ่มวัย 35 ปี ซึ่งขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง เมื่อปี 2560 ในวัยเพียง 31 ปี สร้างประวัติศาสตร์เป็นหนึ่งในผู้นำรัฐบาลอายุน้อยที่สุดในโลก เสนอชื่อนายอเล็กซานเดอร์ ชาลเลนแบร์ก นักการทูตมากประสบการณ์ วัย 52 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ในปี 2567

อย่างไรก็ตาม การที่คัวร์ซยังอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชนออสเตรีย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล และเสียงสนับสนุนภายในพรรคยังคงแข็งแกร่ง ทำให้หลายฝ่ายวิจารณ์ว่า คัวร์ซเพียง “ออกไปนั่งพัก” เพราะไม่ว่าอย่างไร การตัดสินใจแทบทุกอย่างทั้งในรัฐบาลและพรรคประชาชนออสเตรีย จะยังคงขึ้นอยู่กับนักการเมืองหนุ่มผู้นี้

สำหรับการขอลาออกของคัวร์ซ เกิดขึ้นหลังสำนักงานอัยการสูงสุดประกาศการสอบสวนผู้นำออสเตรีย และนักการเมืองระดับสูงอีก 9 คน ต้องสงสัยใช้อำนาจมิชอบ รับสินบน และพัวพันกับการคอร์รัปชั่นในหลายระดับ โดยหนึ่งในประเด็นที่มีการตรวจสอบ คือการที่คัวร์ซใช้งบประมาณของกระทรวงการคลัง หาเสียงเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชนออสเตรีย เมื่อปี 2559
ขณะที่ นายแวร์เนอร์ คอกเลอร์ รองนายกรัฐมนตรีออสเตรีย และหัวหน้าพรรคกรีน กล่าวถึงการตัดสินใจของคัวร์ซ “เป็นก้าวย่างสำคัญเพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนต่อไป” อนึ่ง พรรคกรีนแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ต่อการที่คัวร์ซเผชิญกับข้อครหาทุจริต และเคลื่อนไหวอย่างหนักตลอดสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อให้ “เกิดการเปลี่ยนแปลง”